เช็กลมยางรถกระบะ เติมเท่าไรถึงพอดี

รู้หรือไม่ว่านอกจากโช๊คอัพและช่วงล่างแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยเสริมความนุ่มนวลและปลอดภัยให้กับรถกระบะหรือรถเก๋งของคุณ นั่นคือลมยางรถยนต์

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของรถเก๋ง รถเก๋ง 5 ที่นั่ง รถกระบะ Isuzu​ (อีซูซุ) กระบะ Vigo (วีโก้) หรือก Vigo Prerunner (วีโก้ พรีรันเนอร์) หรือรถกระบะ 4 ประตูอื่น ๆ คุณก็ควรให้ความสำคัญกับระดับแรงดันยางของรถคุณ 

ระดับลมยางมีผลต่อการขับขี่อย่างไร

หลายคนคงทราบดีว่ายางรถยนต์คือส่วนที่ทำหน้าที่รองน้ำหนักรถยนต์ทั้งคัน ช่วยลดแรงสั่นและแรงกระแทกที่เกิดขึ้นเมื่อหน้ายางสัมผัสกับพื้นถนน ทำหน้าที่ขับเคลื่อน หยุด และเปลี่ยนทิศทางรถยนต์ 

ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีลมยางอยู่ด้านใน ลมยางที่อยู่ด้านในจะช่วยให้ยางทำหน้าที่เหล่านี้ของตัวเองได้ แต่จะดีขนาดไหน หรือแย่ขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับแรงดันยางด้วยเช่นกัน

ลมยางแข็งเกินไปส่งผลอย่างไร

หลายคนชอบเติมยางรถยนต์ให้แน่ ๆ เต็มพิกัดที่ยางรับไหว ซึ่งส่งผลให้ยางมีความแข็งและแน่นมาก ๆ แต่การเติมลมยางจนมีแรงดันมากจนแข็งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดีของการเติมลมยางแข็งเกินไป

  • บรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้น 
  • ออกตัวได้ดีกว่า รถพุ่งตัวได้ดีมากกว่า ไม่ช้า ไม่หนืด 

ข้อเสียของการเติมลมยางแข็งเกินไป

  • ควบคุมรถได้ยากขึ้น รถจะเกาะถนนได้น้อยลงเพราะหน้ายางไม่มีความยืดหยุ่น 
  • ระยะเบรกไกลกว่าเดิม เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ต้องเผื่อระยะเบรกให้มากขึ้น 
  • ความนิ่มนวลของการขับขี่มีน้อยลง แรงสั่นสะเทือนจะส่งเข้าสู่ห้องโดยสารมากขึ้น 
  • ดอกยางด้านหน้าจึงสึกไวกว่าปกติ  เพราะหน้ายางจะสัมผัสพื้นถนนมากขึ้นและทำงานหนักมากขึ้น 

 

ลมยางอ่อนเกินไปส่งผลอย่างไร

หากคุณคิดว่าเติมลมแข็งไม่ค่อยตอบโจทย์เลยอยากลองเติมลมยางให้อยู่ในระดับต่ำ หรือที่เรียกกันว่าลมยางอ่อน ก็ไม่ได้มีแต่ด้านดีเท่านั้น เพราะเมื่อแรงดันยางต่ำ การขับขี่ก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน

ข้อดีของการเติมลมยางอ่อนเกินไป

  • การขับขี่นุ่มนวลมาก เพราะยางที่มีลมอ่อนจะช่วยซับแรงกระแทกกระเทือนได้ดีกว่า
  • รถเกาะถนนมากขึ้น

ข้อเสียของการเติมลมยางอ่อนเกินไป

  • ยางมีโอกาสระเบิดได้มากกว่าเมื่อขับขี่บนถนนขรุขระ เพราะแก้มยางสั่นมากกว่าปกติจนเกิดความร้อนสะสมในยางสูงมากเกินกว่ายางจะรับไหว 
  • รถยนต์ต้องทำงานหนักมากขึ้นเนืองจากยางมีความหนืด ยางรับน้ำหนักรถมากขึ้น จึงต้องใช้น้ำมันในการเร่งเครื่องมากกว่าปกติ
  • ดอกยางสึกไม่เท่ากัน ดอกยางสึกไม่สม่ำเสมอ เพราะหน้ายางสัมผัสผิวถนนไม่เท่ากัน 

ข้อดีของการเติมลมยางพอดี

เพราะการเติมลมยางแข็งหรืออ่อนเกินไปจะส่งผลต่อการขับขี่เป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณควรเติมลมยางให้พอดี เนื่องจากจะส่งผลให้การขับขี่เป็นไปได้ด้วยดี ดังนี้

  • ยางทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ 
  • ควบคุมรถได้ดีมากขึ้น เกาะถนน เข้าโค้งได้เฉียบคม 
  • ขับขี่ได้นุ่มนวล ไม่กระเด้ง ไม่โยน และไม่ยวบยาบจนเกินไป 
  • ประหยัดน้ำมัน 
  • ยืดอายุการใช้งานยางได้มากขึ้น  

รถแบบไหนต้องเติมลมยางเท่าไร

หลังจากเห็นข้อดีข้อเสียของรถที่ใช้ยางที่มีแรงดันลมยางแข็งและอ่อนเกินไปแล้ว เราก็ควรมาดูกันว่าแรงดันลมยางแบบไหนเหมาะกับรถของคุณ 

ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักกับคำว่า PSI เสียก่อน คำนี้คือหน่วยวัดแรงดันลมยางที่ใช้กันเป็นมาตรฐานสากล หมายถึง ปอนด์ต่อราตารางนิ้ว หรือ Pound-force per square inch ย่อได้ว่า PSI  

  • รถกระบะ รถออฟโรด รถ 4×4 รถกระบะ 4 ประตู ควรเติมลมยางที่ 36-38 PSI สำหรับล้อหน้า และ 40-42 PSI สำหรับล้อหลัง 
  • รถเก๋ง โดยสารและบรรทุกปกติ ควรเติมลมยางที่ 30-32 PSI 
  • รถเก๋งและนั่งเต็มทั้ง 5 คนก็ควรเติมลมยางเพิ่มได้ถึงประมาณ 33-35 PSI
  • รถตู้บรรทุก มีผู้โดยสาร 7-10 คน ควรเติมลมยางที่ 43-55 PSI

วิธีตรวจสอบลมยาง

วิธีตรวจสอบลมยางรถยนต์เพื่อความปลอดภัยของการขับขี่นั่นทำได้ไม่ยาก ทำได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งสำคัญก็คือความสม่ำเสมอในการตรวจเช็กลมยางมากกว่า

  1. หมุนจุกยางล้อออก 
  2. เสียบเกจ์วัดแรงดันยางเข้าไปในรูแล้วค้างทิ้งไว้สักครู่ 
  3. ตรวจสอบค่าแรงดันยางที่ปรากฏบนหน้าจอเกจ์วัด 
  4. เติมลมยางตามระดับแรงดันที่แนะนำ แล้วหมุนจุกยางล้อกลับคืน

ข้อควรระวังเมื่อตรวจสอบและเติมลมยาง

แต่ก่อนจะตรวจเช็กและเติมลมยางรถยนต์ คุณควรปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้เสียก่อน เพื่อความแม่นยำของแรงดันลมยาง และเพื่อความปลอดภัยของคุณเอง

  • ควรวัดและเติมลมยางตอนที่ยางยังเย็นอยู่ หรือเพิ่งวิ่งมาไม่เกิน 2 กิโลเมตร เพราะหากวิ่งนานกว่านั้นยางรถยนต์จะร้อนซึ่งส่งผลให้อากาศภายในขยายตัว แรงดันลมจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ การวัดแรงดันลมยางอาจผิดพลาดได้
  • ควรเติมลมยางให้มีแรงดันมากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันที่จะลดลงเมื่อใช้รถ

นอกจากควรเช็กระดับแรงดันลมยางเป็นประจำแล้ว คุณควรเช็กหน้ายาง ตรวจสอบดูว่าดอกยางยังมีเหลืออยู่มั้ย ผิวหน้ายางเรียบจนควรเปลี่ยนยางใหม่หรือไม่ และควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก ๆ 2-5 ปี หรือใช้งานไปแล้ว 30,000-40,000 กิโลเมตร เพื่อให้ยางสามารถเกาะถนนได้ดี ควบคุมรถได้ง่าย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Profendershox

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.